:: www.isuzu-tis.com ::
 
Skip Navigation Linksหน้าแรก > ข่าวและกิจกรรม > รายละเอียดข่าวและกิจกรรม
 

ไปรษณีย์ก้าวไกลเกินคาด สร้างเครือข่ายขนส่งรองรับค้าชายแดน

 

          

ไปรษณีย์ไทยรับอานิสงส์ค้าขายออนไลน์ดันรายได้โต โดยเฉพาะขนส่งสินค้าตลาดโรงเกลือ ยอดส่งทะลุ 52% 
ลุยปรับระบบขนส่งสินค้า สร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ หนุนนโยบายรัฐบาลตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและค้าขายชาย
แดนไทย–กัมพูชา ก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

นายปิยะวัตร์ มหาเปารยะ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) เปิดเผยว่า เมื่อ
วันที่ 21-22 ส.ค. ที่ผ่านมา ได้นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชนลงพื้นที่ จ.สระแก้ว เยี่ยมชมที่ทำการไปรษณีย์ 3 แห่ง
ได้แก่ สระแก้ว, อรัญประเทศ, ตลาดโรงเกลือ เพื่อให้เห็นสภาพตลาดขนส่งและโลจิสติกส์ที่แท้จริง โดยปัจจุบันการ
ค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายพัฒนา จ.สระแก้วให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เชื่อมโยงการค้าประเทศ
เพื่อนบ้าน ทำให้ไปรษณีย์ไทยต้องเร่งพัฒนาคุณภาพบริการและสร้างเครือข่ายการขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อเป็น
ส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2559

สำหรับการเติบโตของธุรกิจไปรษณีย์ไทยในพื้นที่เชื่อมต่อการค้าชายแดนไทย-กัมพูชานั้น ถือว่ามีอัตราการเติบโต
เพิ่มขึ้นมาก โดยมีการส่งพัสดุด่วนพิเศษในประเทศ (EMS) และพัสดุลงทะเบียน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ
ที่ทำการไปรษณีย์ตลาดโรงเกลือ มียอดรายได้จากการส่งสินค้าเพิ่มขึ้นเป็น 22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% เมื่อเทียบ
กับช่วงเดียวกันของปีก่อน มียอดรายได้ 14 ล้านบาท และเชื่อว่าทั้งปียอดรายได้ทะลุ 30 ล้านบาทอย่างแน่นอน

“ต้องยอมรับว่าอัตราการเติบที่เพิ่มสูงขึ้นมานั้น เป็นผลจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซ หรือการค้าขายสินค้าผ่านออนไลน์ ที่
ผู้ประกอบการร้านค้ารายเล็กที่อยู่ในกรุงเทพฯและที่อื่นๆ ทั่วประเทศ สั่งให้ร้านค้าในตลาดโรงเกลือเป็นผู้จัดส่ง
สินค้าไปยังปลายทาง ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบในอดีตมาก ที่จากเดิมผู้ขายจะเดินทางมาด้วยตัวเองเพื่อเลือก
ซื้อสินค้าไปขาย แต่ปัจจุบันจะสั่งซื้อสินค้าผ่านสมาร์ทโฟน ผ่านไลน์ ซึ่งผู้ซื้อจะบอกที่อยู่ปลายทางเพื่อจัดส่ง ทาง
ผู้ขาย แม้จะเป็นชาวกัมพูชา ก็จะนำชื่อที่อยู่ในโทรศัพท์ ไปพิมพ์ แล้วนำไปส่งพัสดุที่ไปรษณีย์ ซึ่งไปรษณีย์ไทย
จะอำนวยความสะดวกทุกอย่าง และบางครั้งช่วยติดต่อประสานงานเรื่องการชำระเงินให้ด้วย และหากสินค้านั้น
ไม่ถึงผู้รับ ก็นำส่งคืนผู้ฝาก ซึ่งถือว่าได้รับความไว้วางใจมาก”

ส่วนสินค้าที่มีการสั่งมากสุด ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องแต่งกาย สินค้าสตรี และเครื่องมือเครื่องใช้ โดยส่วนใหญ่
มาจากประเทศจีน สำหรับสินค้ามือสอง จะเป็นรองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า กางเกงยีนส์ มาจากประเทศแถบยุโรป
เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งตลาดโรงเกลือเป็นอีกสถานที่ที่ได้รับความนิยมในการมาจับจ่ายซื้อสินค้า โดยบางคนจะเรียก
ว่าตลาด “เสิ่นเจิ้น” เมืองไทย เพราะมีสินค้าคล้ายกันเกือบทุกชนิด

“ไปรษณีย์ไทยพร้อมรองรับการเปิดประชาคมเออีซีและพร้อมจะขับเคลื่อนทุกภาคธุรกิจของคนไทยไปสู่เวทีโลก
และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยความรู้จริงรู้จักทุกตารางนิ้วทุกพื้นที่ของ
ไทย รู้ใจในความต้อง การที่หลากหลาย ให้บริการด้วยความจริงใจและเป็นเครือข่ายชีวิต และเศรษฐกิจไทย
ตลอดไป”

นายปิยะวัตร์กล่าวยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยซบเซา คนจับจ่ายใช้สอยน้อยลง แต่ไปรษณีย์ไทยยังคงมีรายได้และ
กำไรเพิ่มขึ้นนั้น นอกจากเป็นผลจากการประหยัดค่าใช้จ่ายภายในไปรษณีย์แล้ว ยังเป็นผลจากการพัฒนาและ
เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเป็นจากการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นด้วย โดยคาดว่าทั้งปีจะมีรายได้ 22,000
 ล้านบาท กำไรสุทธิราว 2,200 ล้านบาท โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-มิ.ย.58) มีรายได้รวม 11,048 ล้าน
บาท กำไร 1,361 ล้านบาท ถือว่าเกินเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

นอกจากการพัฒนาระบบไปรษณีย์ไทยในประเทศแล้ว ยังร่วมมือเพื่อการพัฒนาบริการไปรษณีย์และบริการ
การเงินระหว่างการไปรษณีย์กัมพูชา ทั้งส่งพัสดุ จดหมาย โดยขยายน้ำหนักจาก 20 กิโลกรัม (กก.) เป็น 30 
กิโลกรัม เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งให้มากขึ้น อีกทั้งยังมีข้อตกลงการให้บริการธนาณัติอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศ
 ผ่านระบบอินเตอร์คอนเนกระหว่างกัน

นายกาหลง ทรัพย์สอาด รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยได้เตรียมการรองรับการขยายตัว
ของการส่งพัสดุ และการเข้าสู่ประชาคมเออีซี ด้วยการจัดตั้งศูนย์ไปรษณีย์กบินทร์บุรี เพื่อรองรับการเติบโตของ
ปริมาณงานไปรษณีย์ในพื้นที่ภาคตะวันออก 4 จังหวัด ได้แก่ นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ที่เติบ
โตแบบก้าวกระโดดมาก โดยศูนย์ไปรษณีย์กบินทร์บุรีนี้จะเป็นจุดกระจายสินค้าทั้งในและระหว่างประเทศ เพื่อ
ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียนอีกด้วย

อีกทั้งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการนำจ่าย โดยการพัฒนาระบบนำจ่ายเพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น
อย่างต่อเนื่อง และมีขนาดใหญ่ขึ้นด้วยการนำจ่ายโดยรถยนต์ การพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศ เพื่อส่งเสริม
การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศของบุคลากร และเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่บุคลากร เพื่อรองรับการเปิดเสรี
ด้านบริการและการลงทุนในประชาคมเออีซี รวมไปถึงการเรียนรู้ภาษาที่ 3 ของบุคลากรในพื้นที่เขตการค้าชาย
แดนด้วย

“ไปรษณีย์ไทยได้ลงทุน 16.8 ล้านบาท ซื้อที่ดิน 14 ไร่ เพื่อจัดตั้งศูนย์ไปรษณีย์กบินทร์บุรีโดยใช้เงินก่อสร้าง 90 
ล้านบาท และอีก 10 ล้านบาท สำหรับการวางระบบเครื่องและอุปกรณ์ในการให้บริการกิจการไปรษณีย์ โดยคาด
ว่าจะเปิดให้บริการได้ในกลางปี 2559 นี้ ซึ่งจะให้ประสิทธิภาพการนำจ่ายพัสดุต่างๆได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”.



 อัพเดตเมื่อ  2017-07-03


http://www.thairath.co.th/content/520302