:: www.isuzu-tis.com ::
 
Skip Navigation Linksหน้าแรก > ข่าวและกิจกรรม > รายละเอียดข่าวและกิจกรรม
 

พัฒนาระบบลอจิสติกส์ เพื่ออนาคตของการค้าไทยในอาเซียน

 

          

         เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 แน่นอนว่า รัฐบาลต้อง
มองภาพการบริหารประเทศที่ใหญ่ขึ้น เนื่องจากว่าประชากรมวลรวมจะเพิ่มขึ้นจาก 65 ล้านคน เป็น 600 
ล้านคน คงยากที่จะปฏิเสธได้ว่า นักธุรกิจทุกภาคส่วนต้องมีผลกระทบโดยตรงอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น
ด้านบวก หรือแม้กระทั่งด้านลบ ซึ่งต้องเตรียมตัวรับมือไว้อย่างดีที่สุด

          แต่ต้องยอมรับว่า การรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจเดียวกันทั้งอาเซียนน่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะ
สมที่สุด เพราะจะทำให้ประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกของอาเซียนสามารถสร้างอำนาจต่อรองกับประเทศที่มี
ขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าได้ 

            ขณะเดียวกันก็จะทำให้สมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศสามารถพึ่งพาทรัพยากรทางเศรษฐกิจต่างๆ 
รวมกันได้ ส่งผลให้เกิดการเสริมสร้างความแข็งแกร่งต่อสมาชิกอาเซียน และยังนำไปสู่การสร้างโอกาสการ
ค้ากับกลุ่มคู่ค้าสำคัญๆ อย่าง ญี่ปุ่น จีน เกาหลี อินเดีย สหภาพยุโรป หรือสหรัฐอเมริกาได้อีกด้วย

               เมื่อพิจารณาสภาพการแข่งขันทาง การค้าของไทย ได้เข้าสู่ยุคการค้าที่เป็นแบบไร้พรมแดนแล้ว 
เศรษฐกิจและการค้าของไทยได้ผูกติดกับระบบเศรษฐกิจการค้า โลกอย่างสิ้นเชิง และเป็นไปได้ว่าสภาพการ
แข่งขันทางธุรกิจจึงถูกกดดันจากทุกทิศทุกทาง ผู้ประกอบการทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับตัว และเพิ่มขีดความ
สามารถในการแข่งขัน โดยการพัฒนาระบบ “ลอจิสติกส์” เพื่อให้สามารถตอบสนองการแข่งขันที่รุนแรงได้

              ระบบ “ลอจิสติกส์” ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในศักยภาพที่ภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ
และการค้าของประเทศ ต้องตระหนักให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันต้นทุนด้านลอจิสติกส์ไทยสูงกว่าหลายประเทศ
ในอาเซียน จึงจำเป็น ต้องเร่งพัฒนาและเสริมสร้างให้กับระบบการค้าโดยรวมทั้งในประเทศและต่างประเทศ 
ให้สามารถแข่งขันในยุคของกระแสโลกาภิวัตน์นี้ได้ 

            “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยอมรับว่า ขณะนี้ต้นทุนการขนส่งของไทย
เฉลี่ยประมาณ 17.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สูงกว่าประเทศสิงคโปร์ที่อยู่ประมาณ 7%
 ประเทศในแถบ ยุโรปประมาณ 9% และอเมริกา ประมาณ 10% หากจะให้แข่งขันกับต่างประเทศได้ก็ต้องลด
ต้นทุนภาคการขนส่งให้ได้ โดยจะต้องพัฒนาระบบราง และทางน้ำ เพื่อรองรับการขนส่งให้มากยิ่งขึ้น

           “ภาพรวมการขนส่งของไทยปัจจุบันแบ่งเป็นการขนส่งทางบกมากที่สุดประมาณ 86% ทางรางประมาณ 
2% ซึ่งถือว่าน้อยมาก ทั้งที่การขนส่งทางรางมีต้นทุนที่ถูกกว่าการขนส่งด้านอื่น ส่วนทางน้ำมีประมาณ 12% ซึ่ง
หาก เปรียบเทียบปริมาณการขนส่งแต่ละครั้ง การขนส่งทางน้ำก็ถือว่ามีต้นทุนที่ถูกเช่นเดียวกัน เพราะสามารถ
ขนส่งได้เป็นจำนวนมาก ส่วนที่เหลือเป็นการขนส่งทางอากาศ การที่จะลดต้นทุนการ ขนส่งได้ก็ต้องเพิ่มการขน
ส่งทางรางและทางน้ำให้มากยิ่งขึ้น”

           อย่างไรก็ดี การเพิ่มศักยภาพการขนส่งยังเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ในปี 2558 ด้วย ขณะเดียวกันเห็นว่าการสร้างมาตรฐานการขนส่งไทยก็ถือเป็นเรื่องจำเป็น โดยนอกจากจะเป็น
เรื่องของกฎหมายที่ออกมาบังคับควบคุมแล้วก็ต้องมีเรื่องของจริยธรรม คุณธรรม และจรรยาบรรณ มาอุดรูรั่ว
ของกฎหมายด้วยเพราะหากมีทั้ง 3 อย่าง ที่กล่าวมาก็ช่วยลดปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

         “การพัฒนามาตรฐานการขนส่งของไทย จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือกับทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยง
ของภาคการขนส่งทั้งทางบก น้ำ และอากาศ โดยเบื้องต้นรัฐบาลมีแนวคิดที่จะตั้งศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าในภูมิ
ภาค เช่นที่ขอนแก่น ใช้เป็นจุดในการขนถ่าย และกระจายสินค้า ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาการวิ่งรถเปล่ากลับ
 จากปัจจุบันที่รถจะขนสินค้าไปอย่างเดียว แต่ตอนขากลับต้องวิ่งรถเปล่า ส่งผลให้ภาคการขนส่งสูญเสียต้น
ทุนไปประมาณ 50%”

            “ผศ.ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล” ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านลอจิสติกส์ และอาจารย์ประจำ
หลักสูตรการจัดการลอจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี บอกว่า ในชั่วโมงนี้สิ่งสำคัญที่
เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบลอจิสติกส์ ที่ทุกภาคส่วนจะต้องเร่งพัฒนา ได้แก่ 

         1. การเร่งพัฒนาโครงข่ายการกระจายสินค้า หรืออาจรวม ถึงศูนย์กระจายสินค้าทั้งภายในประเทศและ
ระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ด้านต้นทุนในการกระจายสินค้าต่างๆ ที่สะดวกรวดเร็วและใช้ต้นทุนที่
ต่ำลง

         2. การเร่งกำจัดปัญหาอุปสรรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฎหมาย ที่ล้าสมัยและไม่ส่งเสริมศักยภาพ
การแข่งขันทางธุรกิจ 

         3. การเร่งอำนวยความสะดวกด้านการเงิน การธนาคารและการประกันภัยสินค้าต่างๆ ที่นับวันจะมีส่วน
สนับสนุนและเพิ่มบทบาทสำคัญในการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น สินค้าต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการ
ส่งออก-นำเข้า หรือการค้ากับประเทศหรือตลาดใหม่ มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องพึ่งพาขีดความสามารถ
และประสิทธิภาพในเรื่องนี้

         4. การส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจด้านลอจิสติกส์ เพื่อเสริมศักยภาพให้กับภาคการค้าและอุตสาหกรรม
 โดยเฉพาะธุรกิจด้านลอจิสติกส์ที่ช่วยเสริมสร้างมูลค่า เพิ่มให้กับภาคการผลิตและส่งออก และช่วยลดภาระการ
ลงทุนหรือการใช้ทรัพยากรในการทำธุรกิจที่ขาดประสิทธิภาพ 

         5. การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาช่วยบริหารจัดการ วางแผน ควบคุม และการ
ปฏิบัติงาน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำธุรกิจและประสิทธิภาพของระบบลอจิสติกส์ ทำให้การค้าต่างๆ มี
ความสะดวกรวดเร็ว และลดขั้นตอน ข้อ ผิดพลาดและความล่าช้าต่างๆ ในการทำธุรกิจ

         6. การเสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถในด้านกำลังคน และการบริหารจัดการลอจิสติกส์ทั้ง
ในระดับตัดสินใจ หัวหน้างานหรือผู้ปฏิบัติงานให้สามารถควบคุมประสิทธิภาพและยกระดับ ศักยภาพโดย
รวมของบริษัทและธุรกิจ ทำให้กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับลอจิสติกส์ ต่างๆ มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิ
ภาพ และสามารถตอบสนองความต้องการของ ตลาดที่มีพลวัตสูงๆ ได้



 อัพเดตเมื่อ  2012-09-26


http://www.logisticscorner.com/