:: www.isuzu-tis.com ::
 
Skip Navigation Linksหน้าแรก > ข่าวและกิจกรรม > รายละเอียดข่าวและกิจกรรม
 

2ตระกูลดังทุ่มทุนดักอุตฯยานยนต์ฟื้น

 

          

ขาใหญ่ผู้ผลิตชื้นส่วนยานยนต์จากตระกูลดัง "จุฬางกูร/จึงรุ่งเรืองกิจ"ขยับตัวรับสัญญาณบวกเศรษฐกิจไทย "ซัมมิท"และ"ไทยซัมมิท"ฉีดเงินลงทุนอีก 2,600 กว่าล้านบาท ขยายกำลังผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ป้อนลูกค้ากลุ่มรถขนาดเล็กหรือ" B-Car "ให้ค่ายมาสด้า และรถ"เฟสต้า"ปิกอัพฟอร์ดรุ่นใหม่ ปลายปีนี้ วงการฟันธง ก.ค.-ส.ค. อุตฯยานยนต์ฟื้น มั่นใจปีหน้าอีโคคาร์คลอดแน่

นายประสาทศิลป์ อ่อนอรรถ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ในระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมปีนี้ ตลาดยานยนต์น่าจะค่อยๆฟื้นตัวได้ ซึ่งสอดคล้องกับนักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนัก ก็มองตรงกันว่าเศรษฐกิจ จะเริ่มค่อยๆฟื้นตัว ซึ่งจากการคาดการณ์ดังกล่าว ทำให้กลุ่ม"ซัมมิท" ที่มีนายสรรเสริญ จุฬางกูร ผู้ก่อตั้ง พี่ชายคนโตตระกูล "จึงรุ่งเรืองกิจ" และกลุ่ม"ไทยซัมมิท" ของนายพัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ น้องรองของตระกูลดังกล่าว ซึ่งทั้ง2ท่านเป็นพี่ชายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและกระทรวงอุตสาหกรรม 2 กลุ่มทุนรายใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย เล็งการณ์ไกลและเริ่มขยับแผนการลงทุนใหม่ เพราะเมื่อเศรษฐกิจฟื้นก็สามารถต่อยอดได้ทันที

"คาดว่ามิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคมนี้ ค่ายรถยนต์น่าจะระบาย

สต๊อกรถสำเร็จรูปได้หมด หลังจากนั้นก็จะเริ่มมองเห็นภาพการสั่งซื้อชิ้นส่วนรถยนต์เกิดขึ้น และถ้าพ้นเดือนสิงหาคมไปแล้วเชื่อเช่นกันว่า กลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์ก็น่าจะฝ่าวิกฤติปี 2552 ไปได้"

++เครือซัมมิทโชว์แผนขยาย

นายบุญช่วย โชคดีวาณิชย์ธำรง ผู้อำนวยการปฏิบัติการ บริษัท ซัมมิท โอโตซีท จำกัด หรือSAS ในเครือ"ซัมมิท คอร์ปอเรชั่น" ของกลุ่มทุนตระกูล"จุฬางกูร" กล่าวชี้แจงถึงแผนการลงทุนใหม่อีกจำนวน 2,078 ล้านบาท ของบริษัท ออโต้ อินทีเรียร์ โปรดักส์ จำกัด ว่า เป็นการลงทุนต่อเนื่องในโครงการขยายกำลังผลิตชิ้นส่วนยางและพลาสติกขึ้นรูปสำหรับยานพาหนะ เช่น พรมและยางปูฟื้นแผ่นกันความร้อนและเสียง แผ่นปิดตัวถังภายในห้องโดยสาร และกระโปรงท้าย และกันโคลน เป็นต้น โดยมีกำลังผลิตปีละ ประมาณ 2.7 ล้านชิ้น และชิ้นส่วนพลาสติกฉีดขึ้นรูปสำหรับยานพาหนะ ปีละประมาณ 18.7 ล้านชิ้น โดยโรงงานตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด(ระยอง) จังหวัดระยอง จากเดิมที่มีโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์อยู่แล้วที่แหลมฉบัง

ล่าสุดงานก่อสร้างคืบหน้าแล้วเกือบ 100% โดยตั้งโครงการอยู่ในพื้นที่ประมาณ 70 ไร่ คาดว่าในปลายไตรมาส 3 ปีนี้จะเริ่มดำเนินการได้ โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตโดยกลุ่มซัมมิท เป็นหลัก นอกจากนั้นจะใช้เทคโนโลยีบางส่วนจากญี่ปุ่นและยุโรป

++ป้อนB-CARและปิกอัพ

สำหรับวัตถุประสงค์การลงทุนในโครงการนี้ นายบุญช่วยกล่าวย้ำว่าเนื่องจากต้องการจะขยายกิจการผลิตชิ้นส่วนภายในที่เป็นชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถปิกอัพ โดยจะก่อสร้างโรงงานใหม่ เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในการรองรับลูกค้าผู้ผลิตรถยนต์ในเขตใกล้เคียงได้ทันท่วงที ตามนโยบายการบริหารสินค้าแบบ Just in time ของผู้ผลิตรถยนต์ นอกจากนี้จะทำการผลิตเพื่อป้อนการผลิตรถยนต์ขนาดเล็ก(B-Car)ของมาสด้าและรถปิกอัพรุ่นใหม่ของฟอร์ด โดยการผลิตรถ B-Car ที่จะเริ่มผลิตได้ประมาณปลายปีนี้ และรถปิกอัพจะเริ่มประมาณปลายปี2553

"ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้เน้นจำหน่ายในประเทศในสัดส่วน 80% เนื่องจากฐานผลิตแห่งใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด(ระยอง)เป็นศูนย์รวมของการผลิตรถยนต์ทุกชนิด ดังนั้นโครงการนี้ก็น่าจะเป็นศูนย์กลางการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ได้ บริษัทจึงให้ความสำคัญกับทุกตลาดทั้งลูกค้าจากกลุ่มผู้ผลิตรถประหยัดพลังงาน(อีโคคาร์) รถB-Car รถเก๋งและรถปิกอัพ โดยชิ้นส่วนที่จะผลิตมากที่สุดจะเป็นชิ้นส่วนพลาสติกขึ้นรูป สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เหลืออีก 20 % กำลังศึกษาความเป็นไปได้ของตลาดส่งออกว่าจะส่งไปยังประเทศใดบ้าง"

นายบุญช่วยกล่าวย้ำว่า ตลาดชิ้นส่วนยานยนต์ในอนาคตยังมีแนวโน้มไปได้ดี เช่น ตลาดรถอีโคคาร์ ที่มีผู้ได้รับการส่งเสริม 6 ค่าย มีกำลังผลิตรวม 600,000 คัน รถปิกอัพ มีผู้ผลิต4-5 ค่าย มีกำลังผลิตรวม 700,000 คัน และรถทุกค่ายที่ผลิตรถปิกอัพก็สามารถผลิตรถB-Car ได้ซึ่งรถ B-Carจะมีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่กว่ารถอีโคคาร์

++"ไทยซัมมิท"โป๊ะอีก600ล.

ด้านนายเสถียร พงศ์เจตน์พงศ์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายพัฒนาธุรกิจ กลุ่มไทยซัมมิท กล่าวว่าในปีนี้ บริษัทได้ใช้เงินลงทุนใหม่อีกจำนวน 600 ล้านบาท สำหรับขยายการผลิตชิ้นส่วนสำหรับป้อนรถ B-Car ในการเพิ่มเครื่องจักรและขยายพื้นที่โรงงานผลิตในบริษัท ไทยซัมมิท อีสเทิร์น ซีบอร์ด จำกัด ป้อนให้กับค่ายฟอร์ด และมาสด้า ที่มีออร์เดอร์สั่งซื้อชิ้นส่วนเข้ามาตั้งแต่ปี 2550 เพื่อป้อนไลน์ผลิตรถ B-Car ที่จะเริ่มผลิตได้ในปลายปี 2552-2553 โดยใช้ชื่อรุ่นว่ามาสด้า 2 และรถใหม่ของฟอร์ดจะใช้ชื่อ"เฟสต้า" เครื่องยนต์ขนาดใหญ่กว่าของอีโคคาร์เล็กน้อยโดยรถ B-Carของมาสด้าจะเริ่มผลิตได้ตุลาคมนี้ และรถฟอร์ดเฟสต้าจะเริ่มผลิตได้ประมาณมีนาคมปีหน้า โดยรถทั้ง 2 รุ่นนี้รวมกำลังผลิตในเบื้องต้นประมาณ 90,000 คัน/ปี สำหรับขายในประเทศ 20% และสำหรับส่งออก 80%

"เมื่อปี 2-3 ปีก่อนกลุ่มไทยซัมมิทมีการลงทุนมูลค่ากว่า 2,400 ล้านบาท ตั้งโรงงานขนาดใหญ่แห่งใหม่สำหรับผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในอีสเทิร์นซีบอร์ด ในนามบริษัท ไทยซัมมิท อีสเทิร์นซีบอร์ดฯ อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด อินดัสเตรียลเอสเตท จังหวัดระยอง ป้อนให้กับผู้ผลิตยานยนต์ที่ตั้งโรงงานอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก ภายหลังจากที่โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ใช้พื้นที่เต็มที่แล้ว"

สำหรับการผลิตรถอีโคคาร์ขณะนี้กลุ่มไทยซัมมิท อยู่ระหว่างการรอดูท่าทีของลูกค้าอยู่ว่าจะเริ่มผลิตได้แน่เมื่อไหร่ เพื่อรอดูจังหวะว่าบริษัทจะมีเวลาลงทุนได้ทันพอดี โดยกลุ่มไทยซัมมิทมีที่ดินรองรับส่วนขยายในการผลิตรถยนต์อยู่แล้วในนิคมอุตสาหกรรมเหมราช จังหวัดระยอง บนเนื้อที่ 500 ไร่เศษ

"ปีนี้ น่าจะเป็นปีที่ถึงจุดต่ำสุดแล้วหลังจากนั้นในปี 2553 ไตรมาสแรกอุตสาหกรรมยานยนต์ก็น่าจะโงหัวได้ เพราะไตรมาส 2 ,3 และ4 อุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบนี้ก็จะค่อยๆฟื้นตัว"

++มาสด้าพร้อมรบB-Carปลายปีนี้

ด้านนายจอห์น เรย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้มาสด้าให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายเพื่อเสริมสร้างยอดขายมาสด้า3 ให้เติบโตอย่างเต็มที่ ควบคู่กับโครงการปรับปรุงพัฒนาต่าง ๆ ตลอดจนเตรียมการเพื่อเปิดตัวมาสด้า2 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 ซึ่งคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยผลักดันรถยนต์นั่งของมาสด้าให้มียอดขายเติบโตอย่างรวดเร็ว ใน 1-2 ปีข้างหน้า

"มาสด้า 2 เป็นรถยนต์ระดับ บี -เซ็กเมนต์ หรือรถ B-Car ซึ่งจะเป็นคู่แข่งที่สำคัญของฮอนด้า แจ๊ซ ฮอนด้า ซิตี้ โตโยต้า วีออส และโตโยต้า ยาริส ซึ่งบริษัทมีความมั่นใจว่า จะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งที่มีอยู่ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ส่วนจะประสบความสำเร็จและทำให้มาสด้ามียอดขายรถเก๋งเพิ่มขึ้นเท่าตัวหรือไม่ ขึ้นกับกำลังการผลิตที่มีอยู่ เพราะไทยเป็นศูนย์การผลิตรถมาสด้า 2 เพื่อการส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศด้วย

++ตลาดโลกมุ่งโฟกัสรถเล็ก

นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์กล่าวว่าแผนการผลิตรถB-Car และรถอีโคคาร์ได้วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยรถ B-Carมีแผนจะผลิตได้ในปี 2552 จากค่ายฟอร์ดและมาสด้า ประมาณแสนกว่าคัน ซึ่งโรงงานแห่งใหม่ของกลุ่มซัมมิท คอร์ปอเรชั่นจะตั้งอยู่ในรัศมีใกล้เคียงกับโรงงานประกอบรถยนต์จากค่ายดังกล่าว ส่วนรถอีโคคาร์ในปีหน้าจะมีบางค่ายทยอยผลิตได้แล้ว ดังนั้นใครที่เป็นคู่ค้าในการผลิตชิ้นส่วนป้อนรถอีโคคาร์และรถ B-Carก็ต้องเตรียมแผนลงทุนเพื่อรองรับตลาดดังกล่าว

"แนวโน้มของโลกจะไปโฟกัสความต้องการใช้รถขนาดเล็กและเป็นรถที่ประหยัดพลังงาน ลดโลกร้อนมากขึ้นทำให้กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนต้องเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดW

สำหรับมูลค่าตลาดรถยนต์และชิ้นส่วนในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมารวม 1 ล้านล้านบาท/ปี ในจำนวนนี้แบ่งเป็นมูลค่าตลาดชิ้นส่วนประมาณ 800,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นสัดส่วนของมูลค่าตลาดรถยนต์สำเร็จรูปที่ขายในประเทศและส่งออก (อ่านตารางประกอบแผนการผลิตรถยนต์ไตรมาสสอง 2552)



จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2428 21 พ.ค. 2552